ทำงานตามคำสั่ง やらされている

วันนี้ได้มีคนญี่ปุ่นมาปรึกษากับผมว่าพักนี้ดูเหมือนลูกน้องคนไทยจะทำงานในลักษณะที่ถูกสั่งหรือบังคับให้ทำ やらされる ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า ก็หยุดคิดไปสักพักก่อนจะบอกว่าปกติการทำงานในบริษัทก็จะเป็นลักษณะของการท็อปดาวน์ トップダウン คือการสั่งการจากบนลงล่างอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัท

 

แต่ถ้าจะให้ความเห็นในฐานะล่ามก็คงต้องบอกว่าตอนที่มีการกระจายนโยบาย 方針展開 ลงมายังพนักงานระดับปฏิบัติการ อาจจะมีปัญหาเรื่องการขาดตกบกพร่องของการสื่อสาร コミュニケーションの問題 กล่าวคือพนักงานไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ได้รับคำสั่งมานั้นทำไปเพื่ออะไร 目的 คาดหวังอะไร あるべき姿 และถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดหว้งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น 影響 สุดท้ายจะส่งผลกระทบกับตนอย่างไร 自分に反映すること

 

ซึ่งหากสิ่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเกิดขึ้น พนักงานก็จะรู้แค่ว่าหัวหน้าต้องการอะไรโดยที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของงาน แล้วก็คิดเอาเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการ กล่าวคือทำยังไงก็ได้ (อาจจะรวมถึงการลัดหรือข้ามขั้นตอน) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ โดยคิดไม่ถึงว่าวิธีการที่ตนเองคิดขึ้นมาแล้วนำไปปฎิบัติเลยโดยไม่แจ้งหรือมาปรึกษากับหัวหน้าก่อนอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในภายหลัง

 

พอเร่ิมใช้วิธีการของตนแก้ปัญหาโดยไม่บอกห้วหน้าแล้วปรากฎว่ามันได้ผลในตอนนั้น ก็จะยิ่งตอกย้ำว่า “เฮ้ย!!!มันเวิร์ค” แต่หารู้ไม่หรอกว่าผลกระทบมันกำลังก่อตัวขึ้น จนกระทั่งเมื่อเร่ิมเกิดผลกระทบที่อาจจะไม่รุนแรงนัก ก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเพื่อแก้ปัญหา และก็เหมือนเดิมคือตัดสินใจโดยที่ไม่บอกใคร พูดง่ายๆก็คือ “การปกปิด” นั่นแหละครับ หัวหน้าจะมารู้อีกทีก็ตอนที่ผลกระทบมันรุนแรงแล้วนั่นแหละ

 

ผมเลยสรุปให้คนญี่ปุ่นฟังไปว่า “部下とのコミュニケーションが仕事の状態を表すかもしれない” แปลได้ว่า “การสื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาอาจจะเป็นตัวชี้วัดสภาพของการทำงานก็ได้”

戦場にかける橋テーマ曲

戦場にかける橋 คือชื่อหนังที่กล่าวถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควในประเทศไทย เพลงประกอบภาพยนต์เรื่องนี้เคยถูกนำมาใช้สำหรับการฝึกเล่นฝึกเล่นดนตรีของเด็กญี่ปุ่นในอดีต จากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวญี่ปุ่นผู้สูงวัยของผมคนหนึ่ง

 

หากท่านใดสนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาด้านล่างที่คัดลอกมาจากวิกิพีเดียครับ

 

戦場にかける橋は第二次世界大戦の真っ只中である1943年のタイとビルマの国境付近にある捕虜収容所を舞台に、日本軍の捕虜となったイギリス軍兵士らと、彼らを強制的に泰緬鉄道建設に動員しようとする日本人大佐との対立と交流を通じ極限状態における人間の尊厳と名誉、戦争の惨さを表現した戦争映画。劇中に登場するイギリス軍兵士への数々の懲罰は、原作者のブールが実際に体験したものであるとされる。

舞台となった鉄橋が架かる川の旧来の名称はメークロン川であったが、この映画によって「クワイ川」が著名となったために、クウェー・ヤイ川と改名され、クウェー川鉄橋は公開後半世紀経過した現在でも観光名所となっている。 また、劇中で演奏される『クワイ河マーチ』(ボギー大佐)も世界各国で幅広く演奏される、数ある映画音楽の中でも最も親しまれている作品の1つである。

 

สำหรับตัวอย่างของการเล่นเพลงดังกล่าวในลักษณะที่เป็นวงออเคสตร้าสามารถรับฟังได้ที่

回答(かいとう) กับ ใครโต

มีคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นไม่น้อยที่พ้องเสียงกับคำศัพท์ภาษาไทย จนบางครั้งฟังภาษาญี่ปุ่นอยู่แท้ๆ แต่ฟังดูเหมือนภาษาไทยมาก

วันนี้ระหว่างที่ทำหน้าที่ล่ามในการประชุมชาวญี่ปุ่นก็จะพูดถึงคำว่า 回答(かいとう)บ่อยมากกับวลีฮิตติดปากที่ว่า 「いつまでに回答しますか。」ซึ่งหมายความว่า “จะให้คำตอบภายในเมื่อไหร่ครับ/ค่ะ” จนน้องคนไทยที่ร่วมประชุมด้วยหันมาถามว่า “พี่เค้าพูดว่าอะไรค่ะ ฟังดูเหมือนกับคำว่า ใครโต” ผมนิ่งไปสักพักแล้วก็ตอบกลับไปว่า “เค้าพูดถึงคำว่า 回答 ซึ่งแปลว่า การตอบกลับ หรือ Reply ครับ”

เรื่องบังเอิญเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ถ้าหูไม่ดีฟังเป็นคำว่า “ใครโต” จริงๆ แล้วเดาต่อไปเองว่าหมายถึงคำว่า “ใครใหญ่” ละก็คงจะเป็นเรื่องแน่นอน!!!!!

ช่วยไม่ได้ チュアイマイダイ

เป็นคำพูดที่เป็นประเด็นสนทนาระหว่างผมกับชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง เนื่องจากเจ้าตัวมักจะได้รับคำตอบจากลูกน้องอยู่เสมอว่า “ช่วยไม่ได้ チュアイマイダイ” ซึ่งถ้าแปลออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นก็จะแปลได้ว่า 仕方がない และเมื่อแปลกลับมาเป็นภาษาไทยก็จะได้ความหมายว่า “มันทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นท่านดังกล่าวยึ่งไม่เข้าใจเพราะมองว่าทุกปัญหาน่าจะมีทางออก ไม่ใช่ว่าบอกว่า “ช่วยไม่ได้” แล้วก็จบไม่ต้องทำอะไรต่อ

 

เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นท่านดังกล่าวปราศจากความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคำว่า “ช่วยไม่ได้” จึงได้อธิบายว่าคำๆนี้สามารถใช้ได้กับหลายสถานการณ์และความหมายก็จะเปลี่ยนไปตามเจตนารมย์ของผู้พูดหรือบริบทที่เป็นอยู่ กล่าวคือนอกจากความหมายที่กล่าวไปข้างต้นแล้วคำว่า “ช่วยไม่ได้” ยังสามารถนำไปใช้ในการที่จะสื่อให้ผู้ฟังไม่ต้องไปกังวลใจกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต เช่น ความผิดพลาด ความเสียหาย เป็นต้น และตั้งใจที่จะทำปัจจุบันหรืออนาคตต่อไปให้ดีที่สุด ซึ่งนัยดังกล่าวก็จะตรงกับแนวทางการทำงานของชาวญี่ปุ่นที่ชาวไทยหลายคนอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

 

กล่าวคือเวลามีปัญหาชาวญี่ปุ่นจะไม่เน้นไปที่คนผิดแต่จะสนใจกับสาเหตุของปัญหา เนื่องจากว่าถึงจะเป็นคนอื่นปัญหาลักษณะเดียวกันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปหาคนผิด ถ้ามัวแต่หาคนผิดจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องถูกพันธนาการไปด้วยความผิดพลาดเหล่านั้น ไม่สามารถที่จะคิดหาทางแก้ไขและป้องกันต่อไปได้

การทำงานแบบ 素直な赤ちゃん

เสียงแรกของเด็กแรกเกิดที่เรามักจะได้ยินคือเสียงร้อง โดยเสียงร้องที่ว่านี้ถ้าลองฟังดีๆแล้วก็จะพอรู้ได้ว่าแตกต่างกันไปตามสิ่งที่เด็กต้องการจะบอก ดังบทความต่อไปนี้จาก http://www.yanchaow.com/view1383.aspx

หิว : มักเป็นการร้องเสียงต่ำและสั้น ขึ้นและลงเป็นจังหวะ เสียงคล้ายจะบอกว่า กรุณาให้นมหนูเถอะ และลูกแสดงออกกับคุณว่าหิว เช่น ดูดนิ้ว ทําเสียงจ๊วบจ๊าบร่วมด้วย

เจ็บ : เป็นการร้องทันทีทันใด เสียงแหลม สูง ดัง หรืออาจนานแล้วก็หยุด เพื่อหายใจสัก 2-3 วินาที แล้วก็ร้องเสียงแหลมสูงอีก เช่น เวลาที่ลูกถูกฉีดยา

เบื่อ : มักเริ่มจากเสียงอ้อแอ้ พยายามหาคนคุยด้วย พอไม่มีใครจะเริ่มหงุดหงิด แล้วก็ระเบิดเสียงร้อง สลับกับการร้อง คล้าย ๆ เสียงบ่นพออุ้มก็หยุดร้อง

เหนื่อยและไม่สบายตัว : อาจเป็นเสียงร้องครางขึ้นจมูก และเสียงค่อย ๆ ดังขึ้น ในกรณี เฉอะแฉะ เปียกชื้น

เจ็บป่วย : เป็นเสียงเบา ๆ คล้ายไม่มีแรง เสียงจะต่ำกว่าการร้องแบบเจ็บ มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่กิน มีไข้ ซึม ท้องเดิน จัดเป็นเสียงที่ต้องรีบไปพบคุณหมอโดยด่วน

สาเหตุที่เด็กต้องร้องเพราะเด็กเหล่านั้นไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องการส่งสัญญาณให้กับผู้ใหญ่ได้รับรู่้เพื่อขอความช่วยเหลือ

สำหรับคนโตที่ทำงานแล้วอาจจะคิดว่าช่วยเหลือตัวเองได้ หมายถึงสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่หากมอกจากหัวหน้าหรือผู้ที่มีประสพการณ์สูงกว่าก็อาจจะมองว่า การแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพียงลำพังดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลังได้ ดังนั้นหากเราจะทำตัวเป็นเด็กทารกอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นก็จะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพียงแต่คนโตสามารถที่จะบอกได้มากกว่าเด็กทารกว่าตนเองต้องการสิ่งใด

ไม่ได้ マイダイ

“マイダイゲッブ(ไม่ได้เก็บ)のマイダイ(ไม่ได้)はできないという意味ですようね。” คือวลีที่ผมถูกชาวญี่ปุ่นถามในเช้าวันหนึ่งหลังเสร็จสิ้นจากการประชุมตอนเช้า จึงได้อธิบายไปว่าวลีที่ถามมานั้นแปลว่า ゲッブ(เก็บ)しなかった。

คำว่า “ไม่ได้” หากเป็นคำเดียวโดดๆก็จะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ว่า できない、だめ(関西弁:あかん)แต่หากนำมาใช้งานรวมกับคำกริยาแล้วก็สามารถที่จะให้ความหมายได้ 2 กรณีซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

จากนั้นชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวก็นิ่งไปสักพัก ผมจึงได้อธิบายต่อไปว่า “ไม่ได้” จะถูกนำไปใช้ได้ทั้งในรูปแบบของ 過去形 และ 可能形 ขึ้นอยู่กับว่าเรานำคำกริยาไปใส่ไว้ข้างหน้าหรือข้างหลัง

เช่น

ทำไม่ได้ (動詞:タム+マイダイ) ⇢ できなかった

ไม่ได้ทำ (マイダイ+動詞:タム) ⇢ しなかった

Dragon Dictation โปรแกรมพิมพ์ด้วยเสียง 音声認識ソフト

ก่อนหน้านี้เคยแนะนำแอพของไอโฟนและไอแพดที่ชื่อว่า Dragon Dictation ซึ่งเป็นแอพที่สามารถพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นหรืออังกฤษโดยใช้เสียงคนพูดไปบ้างแล้ว ซึ่งแอพตัวนี้ช่วยให้ผมสามารถฝึกสำเนียงพูดภาษาญีุ่ป่นได้ทุกเมื่อเหมือนกันมีเทรนเนอร์อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา มาคราวนี้แอพดังกล่าวได้ถูกอัพเกรดขึ้นมาให้สามารถใช้กับภาษาอื่นๆได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ภาษาไทย ฝันของผมที่ว่าจะทำงานแปลเอกสารได้เหมือนกับการล่ามโดยการพูดเพื่อลดอาการบาดเจ็บที่มาจากการพิมพ์เป็นระยะเวลานานก็จะเป็นจริงขึ้นมาได้

ดาวน์โหลดได้ที่ DRAGON DICTATION

ก่อนอื่นลองมาดูรีวิวของแอพตัวนี้กันพร้อมกับวิธีการใช้งานเบื้องต้นกันครับ

 

เท่าที่ลองทดสอบดูโดยการพูดประโยคต่อไปนี้

“การใช้งานก็ง่ายมาก เพียงเลือกภาษาที่เราจะใช้ นั่นก็คือภาษาไทย และกดปุ่มสีแดง และพูดข้อความที่ต้องการพิมพ์ แค่นี้ แอพก็จะแปลงคำพูดของเราออกมาเป็นข้อความ เพื่อใช้ในการส่งเอสเอ็มเอส, อีเมล์, เฟสบุ๊ค, ทวิตเตอร์ได้ทั้งหมดเลย เหมาะอย่างยิ่งเวลาเรากำลังขับรถอยู่สามารถสั่งให้พิมพ์ข้อความแทนเราได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน”

ใช้เวลาทั้งหมด 35 วินาทีตั้งแต่เร่ิมพูดจนกระทั่งประมวลผลออกมาเป็นคำพูดและผลที่ได้ก็คือ

“การใช้งานก็ง่ายมากเพียงเลือกภาษาที่เราใช้นั่นก็คือภาษาไทยแล้วกดปุ่มสีแดงเป็นข้อความที่ต้องการผิดแค่นี้ก็จะเปนคำพูดของเราออกมาเป็นข้อความเพื่อใช้ในการส่ง SMS อีเมลเฟซบุ๊กทวิตเตอร์ได้ทั้งหมดเลยบ่ออย่างยิ่งเวลาเรากำลังขับรถอยู่สามารถจะให้พิมพ์ข้อความแทนเราได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน”

และเมื่อพิมพ์ข้อความเดียวกันก็ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 นาที 35 วินาที ซึ่งเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซนต์แล้วจะเห็นได้ว่าแอพตัวนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ 37% ของการพิมพ์แบบปกติแถมยังช่วยถนอมสุขภาพของเราได้อีกด้วย

 

Google 日本語入力 เครื่องมือช่วยพิมพ์ภาษาญี่ปุ่น

ระบบป้อนภาษาญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า IME : Input Method Editor ปกติจะมาพร้อมกับ Microsoft Windows อยู่แล้ว แต่ด้วยความบังเอิญที่ทำให้ได้พบกับ IME อีกอันของผู้พัฒนารายอื่นซึ่งก็คือ Google 日本語入 ข้อดีของเจ้าตัวนี้ก็คือมันสามารถช่วยเดาคำให้เราได้ เช่น ถ้าเราต้องการจะพิมพ์คำว่า よろしくお願いします。 เพียงแต่พิมพ์คำว่า よろ เท่านั้นคำที่คุณต้องการพิมพ์ก็จะถูกเดาออกมาเพื่อให้เราเลือก เพียงเลือกและกด Enter ก็จะได้คำที่เราต้องการโดยที่ไม่ต้องพิมพ์ส่วนที่เหลือให้เสียเวลา ถ้าอยากรู้ว่ามันทำงานอย่างไรลองมาดูวิดีโอสาธิตการใช้งานด้านล่างกัน

ลองคิดดูสิครับว่าถ้ามันเพียงช่วยลดเวลาในการพิมพ์เพียงครึ่งหนึ่งจะทำให้มีเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากเท่าไหร่ นึกอยากจะลองใช้ดูแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้นก็คลิ๊กเข้าไปเลยที่ Google 日本語入

อนึ่งวันนี้หลังจากที่ผมใช้งานมาปีกว่าๆ บังเอิญต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีเจ้า Google IME ทำให้รู้สึกได้เลยว่าต้องใช้เวลาทำงานมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้รู้สึกได้ถึงความเห็นที่ว่า 一時的にMS-IMEに切り替えても知らないうちにGoogle日本語入力に戻っちゃうんだよなぁ~­

“แก๊สโซฮอล์” ผิด!!!!

เมื่อวานมีคนร้องขอให้ผมแปลแบบฟอร์มเกี่ยวกับการตรวจเช็คเครื่องจักรจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่นซึ่งมีปริมาณมากพอสมควร พอสอบถามไปว่าเพราะอะไรจึงได้คำตอบว่า “ได้รับ PAR : Preventive Action Request จากผู้ตรวจติดตามภายใน Internal auditor ของระบบ ISO14001 ซึ่งระบุว่าแบบฟอร์มเป็นภาษาอังกฤษพอสอบถามพนักงานก็พบว่าพนักงานไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ” จึงขอ PAR ฉบับดังกล่าวมาดูก็พบว่ามีการตอบถึงสาเหตุของปัญหาว่า “เกิดขึ้นจากการที่ไม่ได้นำเอกสารส่งแปลก่อนหน้านี้” ซึ่งขัดแย้งกับกรณีศึกษาที่เคยพบมาเลยถามกลับไปว่า “ถ้าสาเหตุที่เขียนไว้เนี่ยถูกต้องแสดงว่าถ้าผมแปลเป็นภาษาไทยแล้วคุณคิดว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นอีกใช่ไหม” ปรากฎว่าคู่สนทนาของผมก็เงียบไปโดยไร้คำตอบ และหลังจากนั้นไม่นานพอลองพิจารณา PAR ฉบับดังกล่าวดูดีๆก็ยังพบว่าช่องที่ให้ผู้ถูกตรวจเซ็นไม่ว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบหรือผู้จัดการไม่มีลายเซ็นแต่ประการใด จากการสอบถามถึงทำให้รู้ว่าผู้ที่ขอให้ผมแปลเอกสารและตอบ PAR ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในฐานะผู้ถูกตรวจ

 

เพื่อให้แน่ใจว่าส่ิงที่ผมเข้าใจว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ จึงได้ลงไปที่หน้างานซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุและสอบถามจากผู้รับผิดชอบตัวจริงที่เป็นหัวหน้างานด้วยประโยคเร่ิมต้นที่ว่า “พนักงานในไลน์นี้เคยรับการฝึกอบรมเรื่องการใช้แบบฟอร์มดังกล่าวหรือไม่ และผู้สอนเคยติดตามผลหรือไม่ว่าพนักงานเหล่านั้นเข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง” จากนั้นหัวหน้างานก็ตอบแบบยอมรับแต่โดยดีว่า “ไม่เคยติดตามผลการสอนวิธีการใช้งานแบบฟอร์ม และมั่นใจว่าถ้าไปถามพนักงานตอนนี้ก็คงจะไม่เข้าใจทั้งหมด”

 

ผมจึงแนะนำไปว่าแทนที่จะให้ผมแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยผู้ใช้งานหมายถึงหัวหน้างานและลูกทีมควรจะไปทำความเข้าใจร่วมกันว่าปัจจุบันเวลาคุณเรียกสิ่งซึ่งถูกระบุไว้ในแบบฟอร์มดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร แล้วนำมาใช้แทนคำศัพท์ภาษาอังกฤษดีกว่า ยกตัวอย่างในแบบฟอร์มใช้คำว่า Electro degrease ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็จะแปลได้ว่า การขจัดคราบไข ซึ่งถามว่าเวลาเรียกจริงเรียกว่าอะไรก็ปรากฎว่าเรียกกันจริงๆว่า อิเล็กโตรดีกรีส หนำซ้ำถ้าไปดูป้ายที่ติดไว้กับบริเวณดังกล่าวก็จะระบุเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน

 

เรื่องดังกล่าวทำให้อดนึกถึงโฆษณาชิ้นหนึ่งของกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับแก๊สโซฮอล์ชื่อ “กระทรวงพลังงานไม่เกี่ยว” ไม่ได้ เพราะถ้าจะให้คำที่สื่อถึงเรื่องที่เล่าไปแล้วได้ดีก็คงต้องใช้วลีที่ฮิตติดปากกันทั้งประเทศว่า “แก๊สโซฮอล์” ผิด!!!!

มองต่างเรื่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย

จากที่วันก่อนเคยคิดจะรับมือเนื้อหาของการประชุมที่มีปริมาณมากด้วยการเตรียมสาระสำคัญบางส่วนไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น ปรากฏว่าปัญหาใยการประชุมวันนี้กลับไม่ใช่เรื่องปริมาณแต่เป็นเรื่องของลำดับและขอบเขตของเนื้อหาที่มีการกล่าวถึง โดยหัวข้อที่เป็นปัญหาและทำให้ต้องใช้เวลาในการประชุมมากคือเรื่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย
 

กล่าวคือเนื้อหาที่เตรียมมาอธิบายได้แก่แผนโดยจะพูดถึงเรื่องการประเมินผลของระบบและแบบฟอร์มที่จะนำมาใช้ พอถึงคิวต้องอธิบายแทนที่จะอธิบายจากแผนกลับเริ่มอธิบายจากแบบฟอร์ม เรื่องการจัดทีมสำหรับการตรวจติดตามภายในจึงไม่ได้ถูกกล่าวถึงมัวแต่สาละวนอยู่กับเรื่องแบบฟอร์ม หนำซ้ำการถามแบบมัดมือชกกับประโยคคลาสสิคที่ว่า “ผู้บริหารเห็นด้วยกับวันที่จะออดิทหรือไม่” ยิ่งทำให้เกิดแรงต้านกลับมาจากผู้ถูกถามกับคำถามที่ว่า “ก่อนจะตอบว่าเมื่อไหร่ดีคงต้องทราบก่อนว่าใครคือผู้ตรวจและใครคือผู้ถูกตรวจ จากนั้นจึงถามความสะดวกของบเขาเหล่านั้น” หลังจากถูกถามเช่นนี้ก็ยังไม่รู้ตัวยังไปได้ต่ออีกกับคำชี้แจงที่ว่า “คืออันนี้จะเป็นการตรวจตัวเองโดยคปอ.แบบว่า self audit” ฝ่ายตรงข้ามคือผู้บริหารก็ไม่ย่อหย่อนไปกว่ากันคือพยายามต้อนเข้ามากับคำถามที่ว่า “โดยปกติแล้วระบบบริหารจัดการต่างๆก็น่าจะเร่ิมจากการวางแผน, ดำเนินการ, ตรวจติดตาม, ทบทวนและปรับปรุงไม่ใช่หรือ”

แต่ก็ยังคงไม่สามารถที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสนทนากันในกรอบของเนื้อหาที่ตรงกันได้ จากนั้นไม่นานก็ได้มีการอ้างอิงถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจบลงด้วยการบ้านที่กำหนดให้ไประบุผู้ตรวจและผู้ถูกตรวจ จากนั้นก็ให้ระบุต่อว่าจะตรวจหัวข้อใดกับใครบ้างตามหลัก 5W1H

จริงๆแล้วการสนทนาจะง่ายและใช้เวลามากขึ้นถ้าคู่สนทนาทั้ง 2 ฝ่ายจะพยายามทำความเข้าใจฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้ส่ิงที่กำลังพูดถึงนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน จะได้ไม่ต้องมาเป็นภาระให้ผมต้อง Overclock CPU ในสมองผมจนมัน Overheat จนปวดหัว