การฝึกทักษะด้านภาษาโดยการดูภาพยนต์

วันก่อนดูรายการคมชัดลึกเรื่องฟุด ฟิด ฟอร์ ไทย…รั้งท้ายโลก ? ซึ่งได้มีการเชิญแขกรับเชิญหลายท่านที่เกี่ยวข้องกับวงการภาษาอังกฤษซึ่งรวมถึงตัวผู้เรียนด้วย จากบทสนทนาก็ทำให้ทราบได้ว่าวิธีการเรียนภาษาที่ใช้มากันตั้งแต่เมื่อหลายปีที่แล้วโดยครูเคท ปัจจุบันเด็กนักเรียนสมัยนี้ก็ยังคงใช้อยู่ และค่อนข้างจะได้ผลก่็คือ “การฝึกจากการดูหนัง”

จึงมีความคิดว่าควรจะลองใช้วิธีการดังกล่าวมาพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของตน จึงได้ไปที่ร้านขายหนังชื่อ DNA และก็พยายามเลือก DVD ที่มีเสียงพูดหรือ Sub title ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น ก็พบตัวเลือก ๒ ตัวเลือกด้วยกันคือ

  1. หนังฝรั่งที่มีเสียงพูดและ Sub title ภาษาญี่ปุ่นแถมมีภาษาอังกฤษและภาษาอื่นแถมมาด้วย ราคาเรื่องละ ๓๗๙ บาท
  2. หนังญี่ปุ่นที่มีเสียงพูดญี่ปุ่นและไทยพร้อม Sub title ภาษาไทยเท่านั้น ราคาเรื่องละ ๑๐๐ บาท

ด้วยราคาที่เร้าใจแถมเมื่อคิดว่าซื้อตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นที่เป็นสื่อประเภทภาพเคลื่อนไหวไม่ถือว่าแพงเลย จึงตัดสินใจซื้อมา ๒ เรื่องซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง “ยามาโต้ กู้จักรวาล”

พอลองเปิดดูโดยฟังเสียงพูดภาษาญี่ปุ่นไปพร้อมกับดู Sub title ภาษาไทยไปพร้อมกันก็พบว่า มันช่วยฝึกการแยกประสาทการฟังและการดูได้ดีพอสมควร และเป็นประโยชน์มากตอนที่ต้องฟังและดูสิ่งที่พูดถึงไปพร้อมกันตอนล่ามโดยเฉพาะการล่ามในที่ประชุมซึ่งจะมีการนำเสนอ

นอกจากนั้นแล้วพอดูไปสักพักก็เร่ิมรู้ตัวเลยว่ายังมีศัพท์อีกหลายคำที่เรายังไม่รู้ ซึ่งจะทำให้เป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเราตื่นตัวที่จะเรียนรู้มากขึ้น อีกอย่างที่เป็นประโยชน์มากสำหรับงานล่ามคือการที่บางประโยคที่เราฟังในภาษาญี่ปุ่นเราเข้าใจความหมาย แต่ไม่สามารถแปลหรือนึกออกมาเป็นภาษาไทยได้ทันกับ Sub title เนื่องจากในบางสถานการณ์ที่เหมือนกันภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทยอาจจะต้องใช้คำพูดที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง

โฆษณา

วัตถุประสงค์ของงานกับการล่าม

เพื่อให้สามารถที่จะล่ามได้ดียิ่งขึ้น วันนี้จึงได้หยิบยกอีกหนึ่งปัญหาเรื่องการสื่อสารที่เกิดจากความไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของงาน โดยการถามว่าเคยไหมที่ต้องไปล่ามให้กับคู่สนทนาที่คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะ

 

  1. ผู้มอบหมายงาน (หัวหน้า) ไม่ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจน
  2. ผู้รับมอบหมายงาน (ลูกน้อง) ไม่มีการสอบถามถึงวัตถุประสงค์ของงานกรณีที่ไม่รู้และจำเป็นต้องรู้

 

ก็ได้รับคำตอบว่า “เคยบ่อยด้วย” จึงได้อธิบายโดยยกตัวอย่างให้ฟังดังนี้คือ สมมุติว่าคุณถูกใช้ให้ไปซื้อบุหรี่ยี่ห้อ Mild seven ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ในระหว่างที่คุณเดินไปซื้อพบว่ามีร้านสะดวกซื้ออีกแห่งที่ใกล้ว่าคือแฟลมิลี่มาร์ท จึงได้แวะเข้าไปขอซื้อบุหรี่ยี่ห้อดังกล่าวกับพนักงานขาย แต่ได้รับคำตอบว่ายี่ห้อนี้ไม่มีขายมีแต่ยี่ห้อกรองทิพย์จะรับไหม ในจังหวะนั้นเองคุณก็คิดว่าบุหรี่เหมือนกันยี่ห้อไหนก็ได้ ซื้อไปเหอะจะได้ไม่ต้องเดินไปไกลถึงร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จากนั้นก็นำบุหรี่ยี่ห้อกรองทิพย์กลับไปให้คนที่ใช้ให้ไปซื้อ แทนที่จะได้รับคำขอบคุณแต่อาจจะได้รับคำตำหนิว่า “ซื้อกรองทิพย์มาได้ยังไงก็ผมบอกไปแล้ว่า Mild seven เพราะผมสูบบุหรี่รสจัดไม่ได้ อีกอย่างบุหรี่ยี่ห้อนี้ก็มีขายเฉพาะในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น” ในขณะเดียวกันคุณก็อาจจะนึกในใจว่า “ก็แล้วเมื่อกี้ทำไมไม่บอกให้หมดละ” ความขัดแย้งลักษณะนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นได้ถ้ามีการยืนยัน เช่น โทรศัพท์กลับมาถามว่าเป็นยี่ห้ออื่นได้ไหม เป็นต้น

 

แล้วเรื่องดังกล่าวมันเกี่ยวอะไรกับงานล่าม ที่มันเกี่ยวก็เพราะถ้าล่ามสามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของงานที่กำลังแปลอยู่ ก็จะช่วยให้คาดเดาได้ว่าคู่สนทนาจะพูดออกมาในลักษณะใด หรือหากเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของงานอย่างดีพอ ก็อาจจะช่วยแก้ปมขัดแย้งของคู่สนทนาโดยอาศัยวาทศิลป์ที่ตนมีอยู่ก็ได้