การเดาฉากหนัง 映画のシーン กับการเตรียมใจในการทำงาน 心得

เช้าวันนี้ถูกถามเรื่องความแตกต่างระหว่างคำว่า 結果  กับ 効果 จึงได้อธิบายไปตามความหมายก่อนว่า “結果 จะแปลว่า ผลลัพธ์ ส่วน 効果 จะแปลว่า ได้ผล” ซึ่งเมื่อดูจากคำแปลแล้วจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกัน แต่ก็อีกแหละครับดูผิวเผินแล้วเหมือนจะเข้าใจ (ถึงความแตกต่าง) แต่ก็ไม่เข้าใจ ผมก็เลยอธิบายในลักษณะของการยิงคำถามไปว่า “คำว่าได้ผลเนี่ยทราบไหมว่าผลที่ว่านี่หมายถึงผลอะไร” เมื่อเห็นว่าคงจะไม่ได้คำตอบแน่จึงได้อธิบายต่อไปว่า “ผลที่พูดถึงนั่นได้แก่ผลที่เราคาดหวังให้มันเกิดหรือเป็นเช่นนั้น 期待効果” พออธิบายมาถึงตรงนี้ก็ทำให้พอจะมองเห็นภาพขึ้นมาบ้างแล้ว

เพื่อไม่เป็นการเสียโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ ผมก็เลยใช้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างในการอธิบายเรื่องความขัดแย้งระหว่างคู่สนทนา ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามปกติเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเข้าใจผิด เป็นต้น ความเข้าใจผิดที่จะกล่าวถึงจากตัวอย่างข้างต้นเกิดจากการคาดหวังที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือหากคู่สนทนามิได้มีการทำความเข้าใจให้ตรงกันในเรื่องของผลที่คาดหวังแล้ว คำว่า “ได้ผล” ในความเข้าใจของคู่สนทนาแต่ละฝ่ายก็จะแตกต่างกัน ซึ่งหากเริ่มการสนทนาจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกันแล้วสุดท้ายก็ต้องมาเร่ิมต้นใหม่จากการทำความเข้าใจให้ตรงกัน นั่นก็หมายถึงเวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เปรียบดังเช่นการติดกระดุมเสื้อ หากเราติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกและยังคงติดกระดุมไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังติดกระดุมผิดอยู่ ก็จะทำให้เราอาจจะรู้ตัวว่าติดกระดุมผิดก็ต่อเมื่อติดกระดุมเสร็จแล้ว ซึ่งแน่นอนครับว่าเราต้องเสียเวลาปลดกระดุมทั้งหมดออกก่อนที่จะติดกระดุมใหม่ให้ถูกต้อง

button hole

เรื่องติดกระดุมเสื้อข้างต้นนั้นหากมีคนอื่นมาเตือนหรือบอกว่าเรากำลังติดกระดุมผิดอยู่ในขณะที่เราเพ่ิมติดกระดุมไปไม่กี่เม็ด คุณคิดว่าดีไหมครับ หากมองว่าความเข้าใจของคู่สนทนาเปรียบได้กับรังดุม ボタンホール กับกระดุม ボタン ล่ามก็คงเป็นคนที่ยืนมองดูการติดกระดุมอยู่ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าพวกคุณกำลังติดกระดุมผิดอยู่ และนี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งของล่ามในลักษณะที่จะช่วยส่งเสริมให้การสนทนาซึ่งเป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

efficiency

กรณีที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ล่ามสามารถเตือนได้ว่ากำลังติดกระดุมอยู่ การที่ล่ามเข้าใจเพียงแต่รับรู้อยู่ว่าคู่สนทนากำลังติดกระดุมผิดอยู่ก็เพียงพอแล้วครับ ที่พูดเช่นนั้นเนื่องจากว่าการสื่อสารในลักษณะที่ติดกระดุมผิดเช่นนี้มีโอกาสสูงที่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างคู่สนทนาและทำให้เกิดอารมณ์ (เสีย) การที่ล่ามสามารถที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถึงอารมณ์ของคู่สนทนาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในเวลาถัดมานั้น จะช่วยให้ล่ามสามารถที่จะลดผลกระทบจากคลื่นอารมณ์ของคู่สนทนาได้

you!

angry

เปรียบได้กับการดูภาพยนต์บางเรื่อง เช่น บ้านผีปอบ ซึ่งเราพอจะเดาออกว่าจะต้องมีฉากที่ผู้คนวิ่งหนีผีปอบและต้องหนีลงไปในโอ่ง แล้วผีปอบก็ตามลงไป ในลักษณะเดียวกันหากเราดูหนังผีเรื่องอื่นและเราเดาได้ว่าฉากต่อไปผีจะต้องโผล่มา อารมณ์หรืออาการตกใจของเราก็คงไม่มีหรือมีน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่เราไม่รู้ว่าฉากต่อไปจะมีผีโผล่ออกมา ดังนั้นในการทำงานของล่ามก็ต้องฝึกดูเหตุการณ์ที่พบเจอในการทำงานให้เหมือนกับการดูหนัง หากทำเช่นนั้นได้แล้วละก็ผมเชื่อว่าเราจะสามารถที่จะจัดเตรียมใจของเราให้พร้อมกับสถานการณ์ต่างๆได้

Advertisements

สถิติศาสตร์กับการตรงเวลา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยรับหน้าที่เป็นล่ามให้กับอาจารย์สอนเรื่องกลวิธีทางสถิติ 統計的手法 ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่เดินทางมาสอนให้กับพนักงานชาวไทย บอกตรงๆตอนที่รับงานนี้ค่อนข้างหนักใจเพราะว่าเคยถูกหัวหน้าชาวญี่ปุ่นคอมเม้นท์ว่า あなた数字が弱いね。เพราะว่าตอบคำถามไม่ได้เรื่องจำนวนประชากรของประเทศไทย หรือ พื้นที่ประเทศไทย เป็นต้น แต่เวลานั้นไม่ใข่เวลาที่จะมากังวลเพราะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะทำหรือไม่ ไม่ใช่สิต้องบอกว่าต้องทำต่างหาก やらなければならない เมื่อรู้ว่าต้องทำแล้วก็ต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไร ด้วยความโชคดีในบรรดาผู้ที่เข้ารับการอบรมมีหลายคนที่เคยเรียนด้านสถิติศาสตร์มาก่อน จึงทำให้สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลจากเขาเหล่านั้นก่อนเร่ิมทำงานได้ 前準備

ก่อนเร่ิมทำงานมุมมองที่มีต่อเรื่องสถิติศาสตร์ของผมก็คือเป็นเรื่องที่ไกลตัว 身の回りの事ではない จับต้องได้ยากและเป็นอะไรที่ต้องมีสูตรคำนวนสลับซับซ้อนยุ่งยาก 複雑なこと แต่พอเร่ิมทำงานกับอาจารย์ท่านนี้ไปได้สักพัก ท่านก็ทำให้ผมได้เข้าใจว่าสถิติศาสตร์นั้นแท้ที่จริงแล้วมันอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง ซึ่งผมจะยกตัวอย่างให้ฟังโดยขอเกริ่นนำดังนี้คือ สำหรับท่านที่เคยไปเข้าร่วมการสัมนาหรือการฝึกอบรม 講習 คงจะทราบดีว่าจะมีเวลาพักสั้นๆช่วงสายๆและช่วงบ่าย 休憩時間 และเคยสังเกตุไหมครับว่าในบรรดาผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนจะมีพฤติกรรมเรื่องการกลับมาเข้ามาในสถานที่ฝึกอบรมแตกต่างกันไป โดยอาจจะสามารถที่จะแบ่งได้เป็น 3 พวกด้วยกันคือ

1.พวกที่มาก่อนเวลาที่กำหนด 早く来るタイプ
2.พวกที่มาตรงเวลา その時間に来るタイプ
3.พวกที่มาช้ากว่าเวลาที่กำหนด 遅れてくるタイプ

ซึ่งเรื่องที่กล่าวไปแล้วนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เห็นบ่อยจนชินตากันไปแล้ว 見慣れている ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ แต่ที่มันเริ่มทำให้น่าสนใจก็ตรงที่ เมื่ออาจารย์ท่านนี้เร่ิมจดบันทึกเวลาที่นักเรียนคนแรกกลับเข้ามาในห้องไปจนถึงของคนสุดท้ายแล้วนำมาทำเป็นรูปกราฟฮิสโตแกรม ヒストグラム ซึ่งจะได้กราฟแท่งที่รวมตัวกันเป็นรูปคล้ายภูเขา 山 หรือ รูประฆังคว่ำ 鐘(ベルカープ) ดังตัวอย่างด้านล่าง

ฮิสโตแกรม

จากนั้นแกก็เอาตัวอย่างนี้มาเป็นข้อมูลประกอบการสอนเรื่อง 正規分布 normal distribution การแจกแจงแบบปกติ ซึ่งฮิสโตแกรมที่ได้จากข้อมูลเวลากลับเข้าเรียนนี้ก็เกือบจะเป็นรูประฆังคว่ำอย่างที่แกสอนจริงๆ คือคนส่วนน้อยเท่านั้นที่กลับเข้าเรียนไว หรือในทางกลับกันคือกลับเข้าเรียนช้า มาถึงตอนนี้ผมจึงร้อง อ๋อ!!!

หลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวจึงได้ถามอาจารย์ว่า “กลวิธีทางสถิติเนี่ยมันใช้ได้กับทุกอย่างเลยใช่ไหมครับ” อาจารย์ก็ตอบว่า “ใช่ครับ นอกจากนั้นสถิติศาสตร์ยังถือได้ว่าเป็นการพยากรณ์ 占い อย่างหนึ่งซึ่งอาศัยฐานข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง” มาถึงตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องโหราศาสตร์ขึ้นมาทันที ขอจบเรื่องเล่าไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเลยเถิดไปเรื่องอื่นครับ

仕事と作業の違い งานที่แปลเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน

คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น 2 คำนี้บ่อยครั้งที่จะแปลว่า “งาน” เหมือนกันและก็มีเหมือนกันที่ต้องแปลบทความซึ่งมีเนื้อหาที่ต้องกล่าวถึง 2 คำนี้ขึ้นมาพร้อมกัน เพื่อความกระจ่างแจ้งจึงได้มีการตรวจสอบความหมายในภาษาญี่ปุ่นและทวนสอบด้วยคำศัพท์ภาษาอังกฤษก็จะได้ข้อมูลมาดังนี้คือ

しごと【仕事】

① するべきこと。しなければならないこと。「台所の―」「―が片付く」「―に取りかかる」

② 生計を立てるために従事する勤め。職業。「お―は何ですか」「―を探している」

③ 〘物〙 物体が力の作用を受けながら移動するとき,移動方向の力の成分と移動距離の積で表される量。物体が仕事をされると,それだけ運動エネルギーが増加する。

使い分け

work:「仕事」の意を表す最も一般的な語.職業や勤務だけでなく労働作業任務など幅広い意味を持つ.

job:給与のある仕事,またはすべき義務.

labor:肉体労働,またはそのような仕事に従事すること.

business:商業や経済,生産と関わる仕事.複合語で使用されることが多い.

task:他から課せられた任務や具体的な仕事。課題。

 

さぎょう【作業】

① 仕事。主として肉体労働を伴う仕事にいう。「農―」「単純―」「―員」「―服」「―場」

② 肉体あるいは精神を通して,ある具体的な結果を生み出すこと。「―効率」

③ 行為。所行。「サントスの御―」

〖仕事〗work; 〖生産工程〗an operation.

▸ 時計を組み立てる精巧な作業

a delicate operation in watchmaking.

▸ 工場の作業を開始[停止]する

begin [suspend] operations at the plant.

▸ 作業中立入禁止

⦅掲示⦆No Admittance During Working Hours.

จากข้อมูลข้างต้นอาจจะทำให้เข้าใจความต่างได้บ้างในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เห็นบริบทที่ชัดเจนกรณีที่ต้องนำคำศัพท์ 2 คำนี้ไปใช้ในสถานการณ์เดียวกันได้ จึงสืบค้นต่อไปและได้ข้อมูลมาดังนี้คือ

みなさんは自分の仕事ぶりを採点するとしたら、10点満点で何点をつけますか?

先日、私がある社員に同じ質問をしたところ、9点と答えたんですね。でも、残念ながら、私の目から見ると4点なんです。なぜ、社員の自己採点と私の評価が異なるのか。それは、その社員が「作業」を「仕事」だと思っているからなんです。その仕事に自分の意思を込めているか

「作業」と「仕事」の違いは何だと思いますか?

「作業」とはズバリ、「ルーチンワークを言われた通りにこなすこと」です。どんなに丁寧に、真面目な態度であっても、上司に言われたことをそのまま形にしているだけでは「作業」の域を出ません。

ならば、「仕事」とは何か。それは、上から指示されたことを完成させた上で、さらに「これでいいのか」と疑問を持って、自分なりの工夫を施していくことなんです。社長だって、上司だって完璧ではありません。工夫の余地がないことなんて絶対にないんですから。

เนื่องจากข้อมูลข้างต้นเป็นบริบทเฉพาะกรณีของวงการโฆษณา เพื่อเป็นการตรวจสอบยืนยันจึงได้ทำการสืบค้นข้อมูลเพ่ิมเติมก็พบว่า ในวงการไอทีได้อธิบายความต่างของคำศัพท์ 2 คำนี้ไว้ดังนี้คือ

仕事をすることの意味を考えたことはありますか?

私たちは普段、仕事という言葉と作業という言葉を同じ意味で使っていると思います。

辞書を調べてみると、両者とも似たようなことが書かれているため、なおさら同じ意味で考えてしまいそうです。でも、本当にそうなのでしょうか。

次の2つの例を考えてみましょう。

Aさんは上司から、下期の経営課題を解決するために必要となる社内システムの改修費用算出を命じられました。

Bさんは上司から、上期の経営課題のうち、解決しなかったものをリスト化して提出するよう頼まれています。

さて、AさんとBさんに与えられたタスクについて、何か違いが分かりますか?

Aさんのタスクは、所与の条件である下期経営課題を基にして、システムに求められる追加機能やその費用を、”自分で考えながら”まとめていかなければなりません。

Bさんのタスクは、所与の条件である上期経営課題に対し、それをまとめるだけ、つまり”自分で考えず、与えられた指示に従って”まとめていけばいいだけです。

私は、Aさんのやっていることを「仕事」、Bさんのやっていることを「作業」だと認識しています。

仕事は、その背景にある内容を積極的に理解しながら、新たな価値創出に取り組むものです。

それに対し、作業とは、与えられた指示に沿って何かを行うことを意味します。

作業はどんな職場でも必ず発生するものですから、それ自体を否定するつもりはありません。

注意しなければならないのは、本来「仕事」であるべきものが「作業」と化していないかということです。

 

作業と化した仕事は、その成果も薄っぺらで、指示内容を逸脱する状況が発生しても対応することができませんが、本当に仕事をしているなら、指示内容の背景も理解して取り組んでいるはずですから、不測の事態にも臨機応変に対応できるものです。

 

เพื่อให้เข้าใจได้ถ่องแท้มากยิ่งขึ้นได้ทำการสืบค้นตัวอย่างการอธิบายความต่างของคำศัพท์ 2 คำนี้ได้มาดังนี้คือ

仕事と作業の違い例1

仕事と作業は同じようで全く異なるものである。

「作業」とは人に言われたことを行なうこと、することの行為

「仕事」とは、目的を考え、目的を達成するために行なうこと

付加価値を生む=仕事

直接的に付加価値を生まない=作業

誰がやっても同じ価値のある行為・行動=作業

自分がやることに価値がある行為・考動=仕事

仕事と作業の違い例2

要するに、仕事はその背景にある内容を積極的に理解しながら、新たな価値創出に取り組むものです。

それに対し、作業とは、与えられた指示に沿って何かを行うことを意味します。作業はどんな職場でも必ず発生するものですから、それ自体を否定するつもりはありません。注意しなければならないのは、本来「仕事」であるべきものが「作業」と化していないかということです。

作業と化した仕事は、その成果も薄っぺらで、指示内容を逸脱する状況が発生しても対応することができませんが、本当に仕事をしているなら、指示内容の背景も理解して取り組んでいるはずですから、不測の事態にも臨機応変に対応できるものです。

 

นอกจากการรู้เรื่องความต่างของคำศัพท์ 2 คำนี้แล้ว ความรู้ที่ว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการทำงานหรือไม่ ลองมาศึกษาจากบทความต่อไปนี้กันครับ

「仕事」と「作業」の違い、ちゃんと理解してますか?

『時間がない~』『時間がない~』と、いつも騒いでる人にお届けする、『仕事&作業』の話です。

この二つを勘違いしている人が、あまりにも多いです。

いいですか?たとえば

『昨日、会社案内のホームページを明け方まで作ってたよ』これは作業です。

『深夜までかかって、メールマガジンの原稿を書いてた』これも作業です。

『営業メールを100通も送った』これも作業。

『お客様に、サポートメールを100件返信した』これは仕事です。

この勘違いをまず無くさないと、絶対に稼げません。

仕事も作業も、大きな意味では目指すものは≪利益≫です。

仕事の中に作業があります。

仕事の先に利益があります。

『昨日、会社案内のホームページを明け方まで作ってたよ』

それが専門の部署に居るのなら、仕事と呼んでいいですがほとんどのスモールビジネスオーナーにとって、サイトを作る行為は作業です。

10個作っても、100個作っても利益なんて発生しません。それが公開され、訪問してもらって、そこから購入されて初めて報酬です。

『深夜までかかって、メルマガの原稿書いてた』

あなたが、ライターさんでメルマガの原稿執筆を依頼され、それで利益を生むのであればこれは立派な仕事です。

メルマガの原稿を書いただけでは1円にもなりません。それを配信し、読者が読んでくれて、そこ経由で購入してくれて

初めて利益がでます。

『営業メールを100通も送った』

DM発送業者で、送る事によって報酬が発生するビジネスモデルであれば、これも立派な仕事でしょう。

営業メールやDMを送るだけでは、まったく収入になりません。それを読んでくれた人が、何らかのアクションを起こしてこそ利益が発生するんです。

『お客様に、サポートメールを100件返信した』

自分の商品に、最初からサポート契約があるのならば購入者は、そのサポートに対しても価値を感じて購入したはず。つまり、そのサポート自体がお金(利益)を生んでいるのでこれは仕事なんです。

なんで、こんなややこしい話をしているのか?この部分をがわからない人が多すぎるから。

どんなに忙しくたって、それが「作業」だったら、経営者は評価されません。マーケットに乗り利益を呼び込んで初めて「仕事」と呼べるのです。

毎日毎日、忙しいからといってそれを自分で自分に「仕事」と言い聞かせないでください。

そこで満足して、何もしなくなっちゃうから。

最近、この作業に時間をかけすぎる人が多い。その作業をやっている事で、満足する人が多い。

考え方、視点、その全てをビジネス脳で見てください。自分が何に時間を一番かけるべきか。それがだんだん見えてくると思いますよ。

時間がない、時間がないと叫ぶ前に無駄な作業を手放してみたらどうですか?

具体的にどうするか?

【仕事は自分で仕切り、作業は他人に任せる】

限られた時間は、万人共通で1日24時間ですからね^^

お読みくださいまして、ありがとうございます。

 

โดยความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่าถ้านำมาเปรียบเทียบกับงานแปลเอกสารแล้วก็น่าจะอธิบายได้ดังนี้คือ

作業 การแปลเอกสารที่เน้นเรื่องการแปลตรงตัวคำต่อคำ 直訳 เป็นหลักโดยไม่ใส่ใจเรื่องบริบท

仕事 การแปลเอกสารที่เน้นเรื่องการเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลักโดยมีการคัดเลือกคำที่เหมาะสมกับภาษานั้น โดยผ่านการทวนสอบความหมายจากบริบทนั้นมาแล้ว นอกจากนั้นในบางกรณีก็ยังมีการยืนยันความหมายกับผู้ที่จะนำเอกสารแปลไปใช้งานต่ออีกด้วย

ก็คงเป็นการดีถ้าบางครั้งเราให้เวลากับตัวเองสักวันละ 5 นาที แล้วก็ถามตัวเองว่าที่เราทำงานไป 1 วันนั้น อะไรคือ 作業 อะไรคือ 仕事

หนังสือรับรองฯ คือ 登記簿謄本 หรือ 登記事項証明書 ???

หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท หรือที่เราเรียกกันย่อๆว่า “หนังสือรับรองฯ” นั้นเดิมเคยเข้าใจว่าเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วจะต้องใช้คำว่า 登記簿謄本 แต่วันนี้ได้รับการสอบถามว่า 登記事項証明書 คือหนังสือรับรองฯ ใช่หรือไม่ ตอนแรกก็เข้าใจว่าไม่ใข่แต่จากการตรวจสอบก็ปรากฎว่าใช่

จึงเกิดความสงสัยว่าคำศัพท์ญี่ปุ่นทั้ง 2 คำนี้ใช้งานแตกต่างกันอย่างไร และได้ทำการสืบค้นต่อไปจึงพบความจริงดังนี้คือ

 

登記事務をコンピュータで処理している登記所では,登記事項は磁気ディスクに記録されており,その内容を用紙に印刷し,証明したものが登記事項証明書です。

登記事務をコンピュータで処理していない登記所では,登記事項を直接登記用紙に記載しており,その用紙を複写し,証明したものが登記簿謄本です。

名称が異なるだけで,どちらも証明内容は同じです。

toukibokouhu

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

ขอบเขตความหมายของคำศัพท์กับการตีความ (果物ナイフ fruit knife มีดปลอกผลไม้)

フルーツナイフ ในภาษาญี่ปุ่นหรือ fruit knife ในภาษาอังกฤษเป็นคำศัพท์ที่มี ๒ ความหมายด้วยกันคือ

➀西洋料理のコースなどで、食卓で果物を食べるために用いる小型のナイフ。フルーツフォークと対で使用する。

fruit knife & fork

➁果物ナイフ หรือที่ภาษาไทยเรียกกันว่า “มีดปลอกผลไม้”

果物ナイフ มีดปลอกผลไม้

เนื่องจากทั้งคำว่า フルーツナイフ และ 果物ナイフ สามารถสื่อได้ถึงคำว่า “มีดปลอกผลไม้” เหมือนกัน หากล่ามอยู่สถานการณ์ที่ชาวญี่ปุ่นเลือกที่จะใช้คำว่า フルーツナイフ เวลาพูดถึง “มีดปลอกผลไม้” เพราะหวังดีคิดว่าถ้าพูดคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษแล้วจะทำให้คนไทยเข้าใจได้ง่ายขึ้น และล่ามก็แปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษเพราะมองว่าคนไทยที่สนทนาด้วยนั้นจบจากศีกษามาจากยุโรปน่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดี จึงแปลออกไปว่า fruit knife และก็เป็นเรื่องบังเอิญที่ว่าคนไทยท่านนั้นรู้เรื่องมารยาทบทโต๊ะอาหารของชาวยุโรปดีจึงเข้าใจว่าเป็น fruit knife ที่ใช้กันบนโต๊ะอาหารคู่กับซ้อม

เหตุการณ์ดังที่ได้สมมุติขึ้นมานั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นจะต้องการอาศัยการตีความของล่ามตามบริบทนั้นๆ เช่น หากเรื่องที่คู่สนทนากำลังคุยกันไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับการทานอาหารของชาวยุโรป และเกี่ยวเนื่องกับวิธีการปลอกผลไม้ของคนญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนกับวิธีการปลอกผลไม้ของคนไทย ล่ามก็อาจจะตีความตามบริบทได้ว่า フルーツナイフ นั้นหมายถึง มีดปลอกผลไม้ เป็นต้น

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดผู้พูดเองก็ควรที่จะเลือกใช้คำศัพท์ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการตีความ เช่น 果物ナイフ เป็นต้น