เรียนรู้ธรรมมะ พัฒนาทักษะการแปล ๐๑

ธรรมมะที่ศึกษากันในประเทศไทยถือได้ว่าเป็นบทแปลชนิดหนึ่งซึ่งเก่าแก่มีอายุมากกว่าเราๆ หลายชั่วอายุคน การนำธรรมมะมาแปลและศึกษาในประเทศของตนไม่ได้มีเพียงในประเทศไทยเพียงประเทศเดียวในประเทศญี่ปุ่นก็มีบทแปลด้วยเช่นกัน และแน่นอนหนึ่งในกระบวนการแปลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การตีความ ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามความเข้าใจของผู้แปลแต่ละชาติที่มีต่อธรรมะ
ผมเองในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนและเป็นนักแปลภาษาญี่ปุ่นชาวไทย จึงเล็งเห็นว่าการเรียนรู้ธรรมมะจากบทแปลภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น จะช่วยพัฒนาทักษะในการตีความและสำนวนการเขียนบทแปลของชนทั้งสองชาติ จากที่ได้ศึกษาไปแล้วสักระยะก็พบว่าบทแปลของฝ่ายหนึ่งช่วยเติมเต็มส่วนที่ไม่ชัดเจนหรือขาดหายไปของอีกฝ่ายได้ดี
สำหรับบทความตอนแรกนี้ขอหยิบยกเอาบางส่วนในบทสวดออิติปิโสฯ ซึ่งเป็นบทสรรเสริญ พระสังฆคุณ มาอธิบายดังนี้คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ
ซึ่งหมายถึง อริยบุคคล ในภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า 四向四果(四双八輩)ได้แก่
คู่ที่ 1 โสดาบัน 預流(よる、須陀洹:しゅだおん)
ผู้เข้าถึงกระแสธรรม ผู้แรกถึงกระแสธรรม 始めて法の流れにはいった者 ได้แก่
๐ โสดาปัตติมรรคบุคคล 預流向(よるこう)須陀洹(預流)へと向かっている者。
๐ โสดาปัตติผลบุคคล 預流果(よるか)須陀洹(預流)となった者。
คู่ที่ 2 สกทาคามี 一来(いちらい、斯陀含:しだごん)
ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว 悟りを達成するまでに一度だけこの世に還って来る者 ได้แก่
๐ สกทาคามีมรรคบุคคล 一来向(いちらいこう)須陀洹(預流)から、斯陀含(一来)へと向かっている者。
๐ สกทาคามีผลบุคคล 一来果(いちらいか)斯陀含(一来)となった者。
คู่ที่ 3 อนาคามี 不還(ふげん、阿那含:あなごん)
ผู้ไม่มาเกิดอีก 輪廻を解脱し、もはや二度とこの欲界に還って来ない者 ได้แก่
๐ อนาคามีมรรคบุคคล 不還向(ふげんこう)斯陀含(一来)から、阿那含(不還)へと向かっている者。
๐ อนาคามีผลบุคคล 不還果(ふげんか)阿那含(不還)となった者。
คู่ที่ 4 อรหันต์ 応供(おうぐ、阿羅漢:あらかん)
ผู้สำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา 供養を受けるにふさわしい者 ได้แก่
๐ อรหัตตมรรคบุคคล 応供向(おうぐこう)、または阿羅漢向(あらかんこう)阿那含(不還)から、阿羅漢(応供)へと向かっている者。
๐ อรหัตตผลบุคคล 応供果(おうぐか)、または阿羅漢果(あらかんか)阿羅漢(応供)となった者。
Cap20221
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Advertisements

The tenth man 10人目の男 บุคคลที่ 10

เป็นคำที่ได้ยินจากหนังเรื่อง World War Z หรือ ワールド・ウォーZ ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีความหมายดังนี้คือ
if nine of us look at the same information and arrive at the exact same conclusion, it’s the duty of the tenth man to disagree. No matter how improbable it may seem, the tenth man has to start digging on the assumption that the other nine are wrong.
9人の人間が同じ情報でまったく同じ結論に至ったとする。すると10番目の男は、必ず異議を唱える義務がある。その内容がどんなに荒唐無稽であろうとも、他の9人が間違っているんだという独自の仮説を立てなければならない。
ถ้าพวกเรา 9 คนพิจารณาข้อมูลเดียวกันและได้บทสรุปเดียวกันทุกอย่าง เป็นหน้าที่ของบุคคลที่ 10 ที่จะไม่เห็นพ้อง ถึงแม้ว่าไม่น่าจะดูเป็นไปได้ บุคคลที่ 10 ต้องเร่ิมสืบสวนสมมุติฐานว่าอีก 9 คนคิดผิด
「10番目の男」=全員賛成の否定のために、一人あえて反対票を入れるとか云うのは「ユダヤ人と日本人」にありました。
kanban
ก่อนอื่นต้องเล่าเหตุการณ์ก่อนที่ผมจะได้มาดูหนังเรื่องนี้ให้ฟังว่าปกติจะไม่ค่อยได้ทำงานลักษณะตรวจทานงานแปลของคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้งานลักษณะดังกล่าว แถมเอกสารที่ต้องตรวจทานก็มีเป็นจำนวนไม่น้อยเรียกว่าใช้เวลาตรวจทานเป็นเดือนเลยทีเดียว ด้วยปริมาณเอกสารขนาดนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่นักแปลคนเดียวจะทำได้ จึงมีการใช้สำนวนการแปลที่หลากหลายแถมคำศัพท์ต้นฉบับคำเดียวกันยังมีการให้คำแปลที่แตกต่าง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้อ่านสับสนได้ว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บางครั้งต้องย้อนกลับมาแก้ไขเอกสารที่ผ่านการตรวจทานไปแล้วก่อนหน้านี้ พอเจอบ่อยๆ เข้าต่อมอยากสบายก็เร่ิมทำงานจนคิดได้ว่า แทนที่จะตรวจเป็นส่วนๆ ควรจะตรวจเป็นคำๆ ดีกว่าโดยเน้นเฉพาะคำศัพท์ที่มีความสำคัญกับเนื้อหา หรือที่เรียกว่า “คำไข” key word キーワード ปรากฎว่าเร็วกว่าการทำงานแบบเดิมด้วยซ้ำ หลังจากที่ตรวจทานคำศัพท์เสร็จแล้วก็ค่อยมาตรวจทานสำนวนบางสำนวนที่ใช้งานบ่อย ลืมบอกไปว่าระหว่างที่ตรวจคำนั้นเราก็จะได้อ่านสำนวนไปแล้วแบบคร่าวๆ รอบหนึ่งอยู่แล้ว ฉะนั้นการตรวจทานสำนวนจึงใช้เวลาไม่มากนัก
ขอสารภาพว่าตรวจไปแก้ไปก็นึกบ่นอยู่ในใจว่า “ทำไมมันคนแปลไม่คุยหรือตกลงเรื่องคำศัพท์กันวะ” “แปลอย่างนี้แล้วคนอ่านจะไม่งงหรือวะ” เป็นต้น ถ้านึกแต่ในใจก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ด้วยความที่มันต้องทำงานนี้เป็นเดือน อารมณ์ดังกล่าวมันก็สะสมและเริ่มครุกรุ่นจนต้องพูดกับผู้รับผิดชอบคนญี่ปุ่น และก็ได้รับการชี้แจงว่าระยะเวลาในการแปลเอกสารชุดนี้ค่อนข้างมีจำกัด คนแปลจึงไม่มีเวลามาตรวจทานละเอียดมากนัก หลังจากที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวทำให้ความรู้สึกผิดที่ไปตำหนิคนอื่น และความไม่พอใจของตนเองก็ได้จางคลายไปในที่สุด
หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะนำแนวคิดเรื่อง “บุคคลที่ 10” ไปปรับใช้กับการทำงานโดยเฉพาะเรื่องการตรวจทานเอกสารต่างๆ เช่น เอกสารแปล ของคนอื่น กล่าวคือถึงแม้ว่าจะคิดว่าไม่ถูกต้องแต่ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดด้วยสมมุติฐานว่าอาจจะถูกต้องก็ได้
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นผมขอยกเอากรณีศึกษามาเล่าให้ฟัง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมได้อ่านบันทึกการทำงานที่เป็นภาษาญี่ปุ่นของล่ามคนอื่นซึ่งเขียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ล่ามให้กับแผนกบัญชี พบว่ามีการใช้คำว่า 会計検査 แวบแรกที่อ่าน 9 คนในใจผมบอกว่ามันน่าจะมาจากคำว่า “สอบบัญชี” ซึ่งต้องใช้คำว่า 会計監査 แน่นอน แต่คนที่ 10 ในใจผมก็บอกว่าอาจจะถูกต้องก็ได้ ผมจึงเร่ิมสืบค้นว่ามีคำๆ นี้หรือไม่และหมายความว่าอย่างไรตามหน้าที่ของคนที่ 10 พบว่าในภาษาญี่ปุ่นมีคำศัพท์คำนี้จริงๆ แต่ใช้กับการสอบบัญชีของหน่วยงานภาครัฐ
การสอบบัญชี = 会計監査、会計検査???
และยังใช้ในบริบทที่เป็นชื่อของหน่วยงานภาครัฐ คือ “สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน” นั่นเอง
会計検査院
จึงได้ข้อสรุปว่า 9 คนในใจผมนั้นเข้าใจถูกต้องแต่ไม่ทั้งหมดเพราะถ้าบริบทเปลี่ยนไปจากบริษัทเอกชนไปเป็นหน่วยงานภาครัฐคำแปลที่ว่า 会計検査 ก็จะเหมาะสมมากกว่าคำว่า 会計監査 ผมนึกขอบคุณล่ามคนนั้นไม่ได้ที่ให้โอกาสผมได้ฝึกความเป็นบุคคลที่ 10 และช่วยเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับคำว่า “สอบบัญชี” ของผมให้กว้างขึ้น
การจะเป็นบุคคลที่ 10 ได้นั้นควรทำอย่างไร ลองมาศึกษากันจากบทความเกี่ยวกับบุคคลที่ 10 ที่เขียนโดยชาวญี่ปุ่นซึ่งได้แสดงความเห็นไว้ว่า
この「10番目の男」という発想は何よりも先入観に囚われてはならない、固定観念に縛られてはならない、権威に迎合してはならないということを教えてくれているような気がする。前述したような「10番目の男」になるには、それだけ多角的に物を考え、経験・知識・知性・感性に裏打ちされた「思考力」「判断力」「推理力」「分析力」などが必要とされるに違いありません。
「10人目の男」の義務とは、どのようなことを「意味」するのか?
หาก 先入観【せんにゅうかん】ในที่นี้คือ “อคติ prejudice, bias「先入観にとらわれる be biased」” ก็จะได้ข้อสรุปว่า
อคติ คือ 初めに知った事に基づいて作られた固定的な観念 นั่นเอง
ท้ายสุดอยากจะฝากท่านผู้อ่านเรื่อง “อคติ” ไว้ว่าที่จริงในพุทธศาสนาที่พวกเรานับถือกันก็มีกล่าวถึงเรื่องนี้และได้จำแนกประเภทไว้ดังนี้คือ
1. ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ – prejudice caused by love or desire; partiality)
2. โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง – prejudice caused by hatred or enmity)
3. โมหาคติ (ลำเอียงเพราะหลง, พลาดผิดเพราะเขลา – prejudice caused by delusion or stupidity)
4. ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว – prejudice caused by fear)
อคติ Agati 不応行
529107_609066772456714_2088861746_n